ก่อนที่คุณจะซื้อ ปริ้นเตอร์ คุณต้องพิจารณาอะไรบ้าง
 

       
        1.  งานที่ต้องการนำไปใช้ เป็นลักษณะใด งานสี หรือ งานขาวดำล้วน 
        2.  จำเป็นต้องใช้งานบ่อยแค่ไหน  (ใช้งานทุกวันหรือไม่ หรือกี่วันค่อยใช้งานซัก 1ครั้ง)
        3.  
ต้องการใช้งานหนักหรือไม่หนัก (หนักไม่หนัก คือ อัตราการปริ้นต่อวัน หรือต่อครั้งที่เป็น ว่าเป็นจำนวนกี่แผ่น)
        4.  
ราคาที่จะซื้อ คุณต้องตั้งงบไว้ก่อน มันจะง่ายในการตัดสินใจ

       ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อคุณควรตอบคำถามทั้ง 4 ข้อนี้ให้ได้ก่อน  เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกสินค้าที่ดีและคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป  บ้างคนจะมองข้ามตรงนี้ไปเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไงหรือไม่มีข้อมูลในการเลือก แค่รู้ว่าต้องการก็ ซื้อทันที คำถามมีอยู่ว่าถ้า ซื้อไปแล้วคุณเลือกไม่เหมาะกับกับงาน และการใช้งานของคุณ ปัญหาต่างๆมันจะตามมาให้คุณปวดหัวเล่น  ยกเว้นแต่ว่าคุณจะไม่สนใจเรื่องราคาและการใช้งาน พังแล้วก็ทิ้งซื้อใหม่ พังอีกก็ซื้อใหม่อีก หากคุณเป็นคนเลือกสินค้าแบบดังกล่าว ก็คงไม่มีปัญหาในการเลือกซื้อ เพราะซื้อตัวไหนก็ได้  แต่หากท่านเป็นคนคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด ให้ใช้คุ้มค่าเงินที่สุดก็ต้องไปเริ่มตอบคำถาม 1-4 ให้ได้ก่อน
           
            เมื่อได้คำตอบแล้ว คราวนี้ เรามาดูกันว่า ตัวไหนเป็นอย่างไร ตรงกับความต้องการเราแค่ไหน  ต้องบอกก่อนว่าเป็นข้อมูลส่วนตัวนะครับ ไม่ได้มีการชี้นำให้คุณเลือก และไม่มีผลประโยชน์ใดๆ กับแบรนด์สินค้าต่างๆ 

จากคถำถามข้อ 1.      -  คุณต้องการใช้งาน สี  ดังนั้น ตัวเลือกคงไม่พ้นคือ Printer inkjet 
                                -   คุณต้องการใช้ขาวดำล้วนๆ ตัวเลือกที่ดีที่สุดคือ Printer Laser  
  หากคุณต้องการรู้ว่า printer Inkjet และ Laser ทำงานอย่างไง ลงค์เข้าไปอ่านอ่านต่อที่บนความนี้
   >>>  ปริ้นเตอร์แต่ละแบบมีหลักการทำงานอย่างไร                 

จากคำถามข้อ 2.      -  คุณใช้งานประจำบ่อยไม่บ่อยแค่ไหน จะมีผลกับคำตอบคือ จะทำให้หัวพ่นหมึกตันปริ้น  ไม่ออก อาจต้องใช้ซื้อหัวพิมพ์ใหม่ และจะมีผลต่อการเลือกเครื่องแต่ละรุ่นที่จะกล่าวต่อไป
                                      
จากคำถามข้อ 3.      -  คุณใช้งานหนักไม่หนัก จะมีผลกับคำตอบคือ หากคุณใช้งานหนัก คำว่าหนัก คือประมาณว่าพิมพ์ทุกวัน วันละ 100 แผ่น ถึง 1000 แผ่นต่อวันขึ้นไป มันจะทำให้การเลือกรุ่นเลือกต้องเลือกรุ่นที่ทนๆ เพราะถ้าการพิมพ์ปริมาณเยอะจะทำให้หัวพิมพ์มันจะเสื่อมเร็ว ดังนั้นหากต้องการใช้งานหนักต้องเลือกเครื่องที่ รุ่นสูงๆ แต่ราคาก็จะสูงตามไปด้วย เพราะตัวเครื่องและหัวพิมพ์มันจะทนกว่าถ้าคุณใช้งานหนัก การเลือกก็จะเกี่ยวกับราคาที่ต้องจ่ายแพงขึ้นด้วย

จากคำถามข้อ 4.      -  คุณต้องตั้งงบไว้ก่อน ว่ามีงบเท่าไหร่จะได้รุ่นไหน หากคุณไม่ได้ตั้งงบไว้ คือราคาไหนก็ได้ ยิ่งง่ายในการเลือก แต่ขอย้ำสำหรับคนที่ตั้งงบไว้ต่ำนะครับ การที่จะได้ของดีราคาถูกนั้นยากครับ เพราะที่สินค้าราคาถูกได้ เพราะเค้าลดคุณภาพสินค้าลงถึงได้ทำให้ราคาถูกได้ ส่วนเรื่องราคาแต่ละรุ่นนี้ ผมไม่ขอลงราคาไว้ เพราะราคมันปรับเปลี่ยนเรื่อยๆ แต่จะลงให้คร่าวๆไว้เป็นแนวทาง

 ปริ้นเตอร์ ที่มีขายในท้องตลาดมียี่ห้ออะไรบ้างมีข้อดี-ข้อเสียต่างกันอย่างไร

 
ผมจะขอกล่าวถึง Printer INKJET ก่อนนะครับ ส่วน Laser จะกล่าวในภายหลัง

   
   
   

ยี่ห้อ

  ความแข็งแรงทนทาน 

หัวพิมพ์ 

 เติมหมึกได้/ไม่ได้

 อะไหล่  การบำรุงรักษา
 EPSON

 ดีมาก

 เปลี่ยนไม่ได้

 ไม่ไม่ได้

หาง่าย 

 ง่าย

 CANON

 ดีมาก

 เปลี่ยนได้

 ได้

หาง่าย

 ง่ายที่สุด

 HP

 ดี

 เปลี่ยนได้

 ได้

 หายาก 

 ยาก

 LEXMARK

 ดี

 เปลี่ยนได้

 ได้

  หายาก 

 ยาก

 BROTHER

 ดีมาก

 เปลี่ยนได้

 ได้

 หายาก

 ยาก


 

 EPSON


   เมื่อประมาณ ปี 50 ลงไป เครื่องยี่ห้อนี้เป็นเครื่อง ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเติมหมึกได้ง่าย สามารถเติมเองได้ที่บ้าน และติดตั้ง INK Tank ได้ง่าย ไม่จุกจิก เครื่องทนทาน อึดมาก อายุการใช้งาน 1ปี-3ปี สบายๆ จะมีรุ่น 
               
                        C41 C43 C45 C61 C65 C67 C83 C87
                  CX1500 CX3500 CX3700 CX4100 CX4700 CX6500
                  R200 R210 R300 R310 R230 R320 RX510 RX630



   
   
   

หลังจากปี 50-51 Epson ได้ออกรุ่น C58 CX2800  แล้วก็ตามมาด้วยรุ่น  C79 CX3900  C90 CX5500  

   

รุ่นเหล่านี้จะเป็นรุ่นที่เติมหมึกไม่ได้ ต้องซื้อตลับแท้ใส่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ร้านค้าต่างๆ จึงไม่นิยมนำ EPSON มาจำหน่าย ด้วยเหตุผลที่ว่า ราคาตลับ 1xx-2xx  1 เครื่องมี 4 ตลับ ถ้าซื้อตลับแท้มาใส่แค่ 1 ชุดเท่านั้น ราคาตลับที่ซื้อ ก็สามารถซื้อ เครื่องใหม่ได้อีก 1 เครื่องเลยทีเดียว  1 ตลับ มีความจุ 5 ซีซี ปริ้นได้ราวๆ 80-150 แผ่นเท่านั้น หากปริ้นรูปภาพ ก็จะได้ 30-80 แผ่น และEPSON หมึกจะหมดเร็วมาก เพราะจะมีชุดดูดหมึกทิ้งที่ ทรงอานุภาพมาก ดูดแรงมากๆ เพื่อป้องกันหัวตัน ทุกครั้งที่เปิดเครื่องจะทำการดูดหมึกทิ้งก่อนเพื่อทำความสะอาดหัวพิมพ์ให้พร้อมใช้งาน ดังนั้นหากคุณ เปิด/ปิด เครื่องบ่อยๆ หมึกคุณก็จะหมดเร็วยิ่งขึ้น ถึงจะไม่ได้ทำการปริ้นเลย ข้อเสียนี้ได้ถูกแก้ไขในรุ่นใหม่ๆแล้ว
EPSON เป็นปริ้นเตอร์ที่ทนที่สุดในกลุ่ม Printer Inkjet ตัวเครื่องแทบจะไม่เคยเจอเสียเลย โดยมากจะเจอหัวตัน กรณ๊เกิดจากผู้ใช้ไม่ปริ้น หรือเติมหมึกเข้าไปเกรดต่ำ จึงทำให้หัวพิมพ์ตัน แต่มีข้อเสีย คือรุ่นหลังๆเติมหมึกไม่ได้เท่านั้นเอง จึงทำให้ความนิยมเรื่องยี่ห้อนี้ลดลง เพราะการจะให้ซื้อตลับแท้ใส่ก็คงจะลำบากสำหรับผู้ใช้งาน ด้วยราคาตลับ แต่ความไม่สะดวก สมมุติกำลังปริ้นงานด่วนๆ ตอนดึกๆ แล้วบังเอิญหมึกหมด ทำไงครับจบเกมส์เลย แต่ถ้าสามารถเติมได้ ลูกค้าก็จะสามารถทำงานให้เสร็จได้ ด้วยทางผู้ผลิตมักจะคิดว่า หากให้เติมได้ เค้าก็จะไม่ได้ขายตลับหมึก เรื่องมันก็มีแค่นี้เอง


 
 
 ตลับชนิดเติมเอง

           EPSON สามารถใส่ ตลับใสชนิดเติมเอง เป็นตลับเทียบเท่าที่มีช่องให้เติมหมึกเข้าไป สามารถจุหมึกได้มากกว่าตลับแท้ 1 เท่าตัว มีทุกรุ่นของ Epson   แต่จะมีรุ่นใหม่ๆที่ใส่แล้วจะมีปัญหา คือสามารถใส่ได้ แต่จะใช้งานได้อยู่ระยะนึง จากนั้นเครื่องจะ Lock แล้วเครื่องก็จะไม่ทำงาน ทาง EPSON ได้ทำการ Lock เครื่องไว้ ในรุ่น C90 CX5500 หากไม่ใช้ตลับแท้ เครื่องจะแจ้งเตือน ERROR และจะไม่ทำงาน ถึงแม้ว่าเราจะเอาตลับแท้มาใส่เครื่องก็จะไม่ทำงานอีกแล้ว สรุปคือ ทิ้งเครื่อง แต่มีโปรแกรม แก้ไขการ lock เครื่อง แต่จะต้องส่งเครื่องเข้าศูนย์บริการเท่านั้น เรื่องราคา ค่าบริการไม่แน่ใจครับว่าประมาณเท่าไหร่
           และในรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาไม่นานนี้ ไม่แน่ใจว่าจะยัง Lock อยู่รึเปล่า หากยัง Lock  ก็คงต้องใช้ตลับของแท้ไปตลอด ถามว่าตลับของแท้ดีกว่ามั๊ย จากประสบการณ์ที่ผมเติมมาและติดตั้ง INK Tank ผมขอบอกว่าไม่ต่างกันครับ แต่มีข้อยกเว้นนะครับ ต้องเติมด้วยหมึกเกรดดีๆ เท่านั้นถึงจะไม่มีปัญหาเรื่องหัวตัน ผมเห็นขายกันเกลื่อนเลยราคามีตั้งแต่ 40-300 กันทีเดียว แต่มีไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้นที่ผมได้ทดสอบแล้วว่าใช้ได้ดี  หากต้องการรายละเอียดเรื่องหมึกเพิ่มเติมก็เข้าไปอ่านตามบทความนี้ครับ   >>>  หมึกเติมนั้น สำคัญ ไฉน ทำไม่ต้องเลือกยี่ห้อ    แต่ยังไงถ้าสามารถซื้อของตลับหมึกแท้ใส่ได้ก็ดีครับ จะได้สบายใจ แต่อาจจะไม่สบายกระเป๋า


 ข้อดี       ตัวเครื่องทนทานมาก  ติดตั้งอิงค์แท้งค์ง่าย ปัญหาจุกจิกน้อย ซ่อมง่าย หัวพิมพ์ทน
 ข้อเสีย    เปลี่ยนหัวพิมพ์ไม่ได้  เติมหมึกไม่ได้(รุ่นใหม่ๆ)
 
 

 CANON

              เครื่องยี่ห้อ Canon เป็นปริ้นอีกยี่ห้อนึงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  เพราะเติมหมึกได้ง่าย สามารถเติมเองได้ที่บ้าน และติดตั้ง INK Tank ได้ง่าย ไม่จุกจิก เครื่องทนทาน อึดมาก อายุการใช้งาน 1ปี-3ปี สบายๆ จะมีรุ่น 

                            S100 S200 S300 S400 
                            I255  I320 I560 IP1000 IP1500 IP3000 อื่นๆ

   

          ข้อดีของ ยี่ห้อนี้ที่สำคัญมากสำหรับผู้ใช้คือ สามารถเติมหมึกได้เอง เติมได้ง่าย คำถามคือเติมหมึกได้มีข้อดีอย่างไร จริงๆแล้วโรงงานผู้ผลิตมีวัตถุประสงค์ คือ ให้เราใช้งานหัวพิมพ์นั้นจนหมึกหมดตลับแล้วทิ้ง แล้วซื้อใหม่มาใส่ แต่หากต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายก็สามารถเติมได้ โดยที่ผู้ผลิตจะไม่ล๊อกเครื่อง แต่จะแจ้งเงื่อนไขเอาไว้ว่า ตัวเครื่องรับประกัน 1 ปีเต็ม หัวพิมพ์ไม่ได้ประกัน ประกันตัวเครื่องอย่างเดียว หากเติมหมึก ตัวเครื่องจะหมดประกันทันที เป็นเงื่อนไขของทุกยี่ห้ออยู่แล้ว  ดังนั้นหากคุณไปเติมหมึก จงรู้ไว้ว่าเครื่องพิมพ์ของคุณประกันจะสิ้ดสุดลงทีนที  การเติมหมึกได้มันเป็นเรื่องสำคัญเป็นอันดับ 1 เพราะหากเครื่องเติมไม่ได้เราลองมาคำนวนเล่นๆดูนะครับ เช่น
          กรณี   ซื้อตลับแท้ เปลี่ยน 1 ชุด (ทุกสี) ราคา 1000 บาท พิมพ์ได้  200 แผ่น ก็ตกแผ่นละ 5 บาท 
          กรณี   เติมหมึก เช่นซื้อหมึกที่ราคา 100 บาท ต่อ 100 ซีซี  ต้องซื้อ 4 สี เป็นเงิน 400 บาท  1 สีเติมครั้งละ 5 ซีซี ก็จะเติมได้ 20 ครั้ง 1 ครั้งพิมพ์ได้ 200 แผ่น  เพราะฉะนั้น ถ้าซื้อหมึกไปเติม จะสามารถ พิมพ์ได้  4000 แผ่น จะตกแผ่นละ 10 สตางค์ เท่านั้น  

     >>
จะเห็นได้ว่าการที่เติมหมึกได้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ได้มาก เป็นหลายเท่าตัว ถ้าซื้อของแท้เปลี่ยน เพื่อปริ้นให้เท่ากับการเติมหมึก คุณจะต้องใชเงิน เป็นจำนวน  สองหมื่นบาท เพื่อปริ้นให้ได้ 4000 แผ่น แต่ในขณะที่เติมหมึกคุณจะใช้เงินแค่ 400 บาท  เห็นไหมครับว่ามันสำคัญแค่ไหนเรื่องการเติมหมึก 

 


               ตั้งแต่ปี 51เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เครื่องยี่ห้อ Canon อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นผู้นำด้านตลาด Printer Inkjet ก็ว่าได้ ด้วยราคาที่ถูก และเติมหมึกงาน ติดตั้ง อิงค์แทงค์ได้ง่าย ไม่มีการ Lock เครื่อง เมื่อหมึกหมดจะแจ้งเตือนว่าหมึกหมด แล้วเครื่องจะหยุดทำงาน แต่ก็สามารถจะปริ้นเตอร์ไปได้ โดยทำตามขั้นตอนที่เครื่องได้แจ้งเอาไว้ดังภาพ

   

 

 

 กดปุ่ม Stop/Reset ค้างไว้ 5 วินาที เครื่องก็จะใช้งานได้ต่อ

     ข้อดีอีกอย่างของ Canon รุ่นเล็ก คือ สามารถเปลี่ยนหัวพิมพ์ได้ง่าย โดยจะมีหัวดำ และหัวพิมพ์ แยกกันอยู่ ถ้าหัวใดหัวนึงพัง ก็สามารถเปลี่ยนหัวนั้นได้ แต่สำหรับยี่ห้ออื่น หัวจะติดกับเครื่อง ถ้าหัวพังหรือตันจะต้องทิ้งทั้งเครื่อง ด้วยเหตุนี้ Canon จึงได้รับความนิยม และร้านค้าต่างๆจึงนำมาจำหน่ายมากกว่ายี่ห้ออื่น

 ข้อดี    ราคาถูก   เติมหมึกได้ง่าย   เปลี่ยนหัวพิมพ์ได้  ติดตั้งอิงค์แท้งค์ง่าย ปัญหาจุกจิกน้อย ซ่อมง่าย
 ข้อเสีย    ตัวเครื่องไม่ทนทาน (ตัวแกนโหลดกระดาษหักง่าย)   อายุการใช้งานหัวพิมพ์สั้น 3-8 เดือน

 

 

HP

              เครื่องยี่ห้อ HP  เป็นปริ้นอีกยี่ห้อนึงที่ได้รับความนิยม  เพราะเติมหมึกได้ง่าย สามารถเติมเองได้ที่บ้าน และ สามารถ ติดตั้ง INK Tank  ได้ แต่จะติดค่อนข้างยาก หากติดไปแล้วจะมีปัญหาจุกจิกตามมา ร้านค้าที่รับติดตั้งจึงไม่นิยมนำมาติดตั้ง อิงค์ แท้งค์กัน  ตัวเครื่องค่อนข้างจะบอบบาง กลไกภายในหักค่อนข้างง่าย หัวพิมพ์อายุการใช้งานไม่นาน ราวๆ 3-5 เดือน หรือเติมหมึกได้ไม่เกิน 4 ครั้ง ถ้าหมึกที่เติมเกรดสูงๆหน่อยก็ไม่เกิน 8 ครั้ง แต่โดยมากจะประมาณ 3-5 ครั้งก็ต้องเปลี่ยนตลับใหม่ แต่มีข้อดีกว่ายี่ห้ออื่นคือ ตลับหมึกราคาไม่สูงมาก  และมีหัวดำ กับ หัวสี แยกกันอยู่ทำให้สามารถเป็นหัวๆ ได้หากหัวใดหัวนึงพัง

                       

   

          ข้อดีของ ยี่ห้อนี้ที่สำคัญมากสำหรับผู้ใช้คือ สามารถเติมหมึกได้  จึงทำให้ยังมีผู้ใช้กันอยู่ ที่สำคัญที่สุด คือราคาตัวเครื่องจะราคาถูกมากๆ ราคาไม่ถึงพันบาท ในขณะที่ยี่ห้ออื่นจะอยู่ที่ พันต้นๆ จึงทำให้มีคนใช้กันอยู่ค่อนข้างเยอะ โดยมากจะเป็นเครื่องแถม หรือเอามาจัดโปรโมชั่น เช่นซื้อคอมแถมปริ้นเตอร์ ฟรี 

 


               โดยรวมเมื่อเทียบราคากับคุณภาพของตัวเครื่องผมว่าก็ OK  ครับ เรื่อง Inkjet  รุ่นเล็กๆ คงสู้ EPSON CANON ไม่ได้  แต่รุ่นใหญ่ก้ไม่มีใครสู้ HP ได้เช่นกัน จะเป็นพวกปริ้น Inkjet ขนาดใหญ่ ปริ้นงานขนาด A3 ถึงระดับ กระดาษหน้ากว้างเป็นเมตร ถ้ารุ่นสูงๆต้องยกให้เค้าเลย เรื่องความคมชัด ไม่มีใครเทียบได้ ความเร็วและความชัดระดับเทพเลยทีเดียว และ HP จะเป็นผู้นำด้าน printer Laser หากจะใช้ Laser ต้อง HP เท่านั้น   ส่วน Inkjet ผมว่ายังต้องพัฒนาอีกซักนิ๊ด ความเห้นส่วนตัวผม ผมขอบอกว่ายังไม่ประทับใจในสินค้าเท่าที่ควร


 ข้อดี    ราคาถูกมากๆๆ   เติมหมึกได้ง่าย   เปลี่ยนหัวพิมพ์ได้  ความละเอียดสูง
 ข้อเสีย    ตัวเครื่องไม่ทนทาน (ชุดกลไกมีปัญหาง่าย)   อายุการใช้งานหัวพิมพ์สั้น 3-5 เดือน

 

   

 
 
 

LEXMARK

              เครื่องยี่ห้อ Lexmark  เป็นปริ้นอีกยี่ห้อนึงที่ได้รับความนิยม  เพราะเติมหมึกได้ง่าย สามารถเติมเองได้ที่บ้าน และ สามารถ ติดตั้ง INK Tank  ได้ แต่จะติดค่อนข้างยาก หากติดไปแล้วจะมีปัญหาจุกจิกตามมา ร้านค้าที่รับติดตั้งจึงไม่นิยมนำมาติดตั้ง อิงค์ แท้งค์กัน  ตัวเครื่องค่อนข้างจะบอบบาง กลไกภายในหักค่อนข้างง่าย หัวพิมพ์อายุการใช้งานไม่นาน ราวๆ 3-5 เดือน เติมหมึกได้หลายรอบประมาณ 8-20 ครั้ง  หากตลับเดิมเสีย ซื้อตลับหมึกใหม่ ตลับหมึกแท้ราคาเอาเรื่องเหมือนกัน  และมีหัวดำ กับ หัวสี แยกกันอยู่ทำให้สามารถเป็นหัวๆ ได้ หากหัวใดหัวนึงพัง

                       

   

          ข้อดีของ ยี่ห้อนี้ที่สำคัญมากสำหรับผู้ใช้คือ สามารถเติมหมึกได้  จึงทำให้ยังมีผู้ใช้กันอยู่ ที่สำคัญที่สุด คือราคาตัวเครื่องจะราคาถูกมากๆ ราคาไม่ถึงพันบาท ในขณะที่ยี่ห้ออื่นจะอยู่ที่ พันต้นๆ จึงทำให้มีคนใช้กันอยู่ค่อนข้างเยอะ โดยมากจะเป็นเครื่องแถม หรือเอามาจัดโปรโมชั่น เช่นซื้อคอมแถมปริ้นเตอร์ ฟรี 

 


               โดยรวมเมื่อเทียบราคากับคุณภาพของตัวเครื่องผมว่าก็ OK  ครับ เรื่องราคานี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถูกมากๆ ราคา ราวๆ 6-7xx บาท คุณซื้อยี่ห้ออื่นคุณสามารถซื้อยี่ห้อนี้ได้ 2 เครื่องเลย แต่รุ่นเล็ก หัวพิมพ์จะไม่ค่อยทน เติมหมึกได้ประมาณ 5 ครั้งเต็มที่ ความละเอียดก็ไม่ค่อยสูงมากนัก และมักจะมีปัญหาเรื่องการโหลดกระดาษ มักจะโหลดไม่ค่อยลง หรือ ลงก็โหลดเอียง 


 ข้อดี    ราคาถูกมากๆๆ   เติมหมึกได้ง่าย   เปลี่ยนหัวพิมพ์ได้ 
 ข้อเสีย    ตัวเครื่องไม่ทนทาน มักโหลดกระดาษเอียง   อายุการใช้งานหัวพิมพ์สั้น 3-5 เดือน

 

  

 
 

BROTHER

              เครื่องยี่ห้อ Brother  เป็นปริ้นอีกยี่ห้อนึงที่ได้รับความนิยม  เป็นน้องใหม่ไฟแรง พึ่งนำเข้ามาจำหน่ายในตลาดบ้านเราได้ไม่นาน แต่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยข้อดีที่ตลับหมึกค่อนข้างใหญ่ จุหมึกได้ 15 ซีซี และเติมหมึกได้ง่าย สามารถเติมเองได้ที่บ้าน   ติดตั้ง INK Tank  ได้ แต่จะติดค่อนข้างยากนิดนึง อายุการใช้งาน ราวๆ 8 เดือน ถึง 2 ปี ตลับเติมหมึกได้หลายรอบประมาณ 20-40 ครั้ง ถึงจะได้เปลี่ยน หากตลับเดิมเสีย ซื้อตลับหมึกใหม่ ตลับหมึกแท้ราคาเอาเรื่องเหมือนกัน  แต่มีข้อเสียที่หัวพิมพ์ติดอยู่กับตัวเครื่อง หากหัวพิมพ์ตัน จะต้องทิ้งทั้งเครื่อง

                       

   

          ข้อดีของ ยี่ห้อนี้ที่สำคัญมากสำหรับผู้ใช้คือ สามารถเติมหมึกได้  และตลับหมึกใหญ่มากเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น จะจุ ได้ 15 ซีซี ตัวตลับดำ จะใหญ่กว่าสีอื่น เนื่องจากผู้ผลิตคงจะเข้าใจผู้ใช้งานว่าต้องการใช้งาน ดำเป็นบริมาณที่มากกว่าสีอื่น จึงได้ทำตลับดำให้ใหญ่  และยังเติมได้ง่าย ยิ่งรุ่นใหม่ๆติดตั้ง Tank ก็ง่าย ออกแบบมาเหมือนจะเจตนาให้ติดตั้ง Ink tank ได้เลย เพราะการที่ออกแบบตลับมาแบบนี้ แล้วเอาในระดับพื้นอย่างงั้ มันจะง่ายในการที่บริษัทผลิตตลับเติมทำได้ง่าย โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อน และไม่มีปัญหาจุกจิก ไม่กั๊ก ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบยี่ห้อนี้

 


               โดยรวมเมื่อเทียบราคากับคุณภาพของตัวเครื่องผมว่าก็ OK มากครับ ราคา ราวๆ 2xxx - 35xx บาท  แต่ยี่ห้อนี้จะมีปัญหาเรื่องการโหลดกระดาษหนาๆ ซัก 180 แกรม ขึ้นไป จะโหลดไม่ขึ้น  เพราะยี่ห้อนี้ใช้หลักการ โหลดแบบม้วนกลับ จากด้านล่างขึ้นไปด้านบน ยี่ห้ออื่นจากด้านบนลงล่างจึงไม่จะเป็นต้องใช้วิธีม้วนกระดาษ กระดาษหนาจำเป็นมั๊ย บางคนอย่างจะปริ้นภาพถ่าย กระดาษปริ้นภาพถ่าย (Photo Paper) จะมีความหนาที่นิยิมนำไปปริ้นกันก็ราวๆ 180 220 240 260 แกรม ดังนั้นเครื่องรุ่นนี้จะปริ้นไม่ได้ แต่ถ้าไม่ได้นำไปปริ้นภาพ แค่กระดาษ 70-80 แกรม ไม่มีปัญหาครับ แต่เครื่องยี่ห้อนี้จะมีปัญหาคือ เมื่อกระดาษติดจะเอากระดาษที่ติดออกยากนิดนึง พูดในกรณีคนทั่วไปนะครับไม่ใช่ช่าง ถ้าเป็นช่างก็คงง่ายเพราะเค้าชำนาญ ถ้าผู้ใช้ทั่วไปก็จะยากนิดนึง แต่โอกาสติดก็ต่ำ

 ข้อดี       เติมหมึกได้ง่าย   เครื่องทนทาน ตลับหมึกจุหมึกได้เยอะ ตลับหมึกทนทาน 
 ข้อเสีย    โหลดกระดาษหนาไม่ได้ หัวพิมพ์เปลี่ยนไม่ได้